Eco Car รุ่นไหนน่าสนใจ ฉบับปี 2020

ในภาวะการเมือง และเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ จากการระบาดของไวรัส โควิด-19 ในปี 2020 นี้ ใครที่กำลังมองหารถสักคัน คงจะต้องถอนหายใจกันเป็นแถวๆ วันนี้เราจึงได้ยกเอา Eco Car รุ่นที่น่าสนใจในปีนี้มาให้เพื่อนๆได้ลองพิจารณาดูค่ะ เพราะราคาไม่แรง แถมยังมีให้ผ่อนสบายๆอีกด้วย จะมีรุ่นไหนบ้างน้น ไปดูกันค่ะ

Honda City Turbo RS

Honda City Turbo RS

ฮอนด้ากลับมาชิงส่วนแบ่งยอดขายรถในกลุ่มอีโคคาร์อีกครั้ง ด้วย Honda City ที่มีรุ่น RS แรงสุด ใหม่สุด เป็นระดับตกแต่งสูงสุด มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED, กระจังหน้าสีดำ Gloss Black พร้อมสัญลักษณ์ RS, ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว กับกระจกมองข้างปรับ-พับด้วยไฟฟ้าครอบสีดำ, ระบบปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลา รวมถึงเสาอากาศครีบฉลาม

ในส่วนของห้องโดยสารในรุ่น RS ให้เบาะนั่งหุ้มหนังสลับผ้าเย็บด้วยด้ายสีแดง, แป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, ช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่ง, พนักวางแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ กุญแจ Honda Smart Key พร้อมปุ่มสตาร์ท และระบบ Idle Stop

ด้านความบันเทิงใส่หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay กับ Android Auto หรือจะเสียบ USB 2 ช่อง ไปจนถึงไร้สายผ่านบลูทูธก็ได้ทั้งนั้น

ประเด็นความปลอดภัย City รุ่นท็อปใส่ ถุงลมนิรภัยรอบคัน 6 ตำแหน่ง ระบบควบคุมการทรงตัว VSA, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA, สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ ESS, กล้องมองภาพขณะถอยหลังปรับได้ 3 ระดับ และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยคู่หน้า

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3 สูบ VTEC TURBO ความจุ 1.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000-4,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT และรองรับเชื้อเพลิงทางเลือก E20

มาในราคา 739,000 บาท

Mazda 2 XDL-XDL Sport

Mazda 2 XDL-XDL Sport

ขุมพลังดีเซลหนึ่งเดียวในตลาด ล่าสุดเพิ่งไมเนอร์เชนจ์ปรับหน้าตาภายนอกภายในใหม่ ซึ่งในรุ่น XDL ซีดาน กับ XDL Sport แฮทช์แบ็ค มอบไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED ปรับระดับอัตโนมัติ ไฟท้าย กันชนหน้า-หลัง และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นดีไซน์ใหม่ทั้งหมด

ภายในห้องโดยสารเน้นความหรูหรามากขึ้น มีการเปลี่ยนวัสดุแผงคอนโซลหน้า, แผงประตูด้านข้าง และเบาะนั่งดีไซน์ใหม่หุ้มด้วยหนังสีน้ำเงิน ส่วนตรงกลางมีหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมปุ่ม Center Commander, ระบบ Mazda Connect รองรับ Apple CarPlay กับ Android Auto พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Active Driving Display, แป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

ระบบความปลอดภัยติดตั้ง i-ACTIVSENSE ให้ครบถ้วนในรุ่นท็อปสองตัวถัง ได้แก่ ระบบแจ้งเตือนรถในมุมอับสายตา, ระบบเตือนรถในมุมอับขณะถอยหลัง, กล้องมองภาพรอบคัน พร้อมเซ็นเซอร์กะระยะหน้า-หลัง ส่วนถุงลมนิรภัยมีเพียงคู่หน้าเท่านั้น และระบบเบรกต่างๆ รวมถึงออปชั่นระบบควบคุมการทรงตัวกับป้องกันล้อหมุนฟรีมีเป็นมาตรฐาน

เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเช่นกัน และใส่ระบบ GVC Plus เพื่อช่วยให้การขับขี่มั่นใจในทุกเส้นทาง

มาในราคา 799,000 บาท

Suzuki Ciaz RS

Suzuki Ciaz RS

อีโคคาร์ทรงซีดานที่ได้รับความนิยมสร้างยอดขายให้แก่ค่ายซูซูกิเสมอมา โดยการปรับไมเนอร์เชนจ์ในรอบหลายปีของ Suzuki Ciaz RS เพิ่มเติมความหรูหรามากขึ้น ด้วยกันชนหน้า-หลัง กับกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED พร้อมไฟหรี่ LED รวมถึงชุดแต่งสปอร์ตอันประกอบด้วยสเกิร์ตหน้า ข้าง หลัง และสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก

น่าเสียดายที่ภายในไม่ได้ปรับอะไรเหมือนกับภายนอก แต่มีการเพิ่มเบาะหุ้มหนัง กับหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay กับ Android Auto และระบบนำทาง, กล้องมองภาพขณะถอยหลัง, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ, ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และกุญแจ Keyless Entry พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

ระบบความปลอดภัยบน Ciaz มีถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก ABS/EBD เซ็นเซอร์ถอยหลัง และกล้องมองหลัง ซึ่งน้อยกว่าคู่แข่งทุกคันในกลุ่ม ข้อนี้ใครที่ซีเรียสคงไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่นัก

หัวใจหลักรับหน้าที่โดยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ รหัส K12B ความจุ 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 118 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ในรุ่น RS และเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ในรุ่น GL

มาในราคา 675,000 บาท เฉพาะช่วงแนะนำ

Mitsubishi Mirage, Attarge GLS-LTD

Mitsubishi Mirage, Attarge GLS-LTD

Mitsubishi Mirage กับ Attarge รุ่น GLS-LTD ตัวเลือกอีกหนึ่งคันที่คุ้มค่าไม่แพ้อีโคคาร์คันอื่นในตลาด อัดแน่นด้วยอุปกรณ์หลายตัวแต่ทำราคาน่าประทับใจ โดยโฉมไมเนอร์เชนจ์ได้หน้าใหม่ทรง Dynamic Shield, ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Bi-LED ดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟ DRL LED, กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยแถบสีแดง, กันชนหน้าใหม่ และไฟท้ายใหม่แบบ LED ที่ตกแต่งให้เป็นรูปตัว L, กันชนท้ายใหม่ และล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 15 นิ้ว

ห้องโดยสารภายในปรับปรุงบางส่วน อาทิ ตกแต่งด้วย Piano Black แล้วเพิ่มความสปอร์ตด้วยทริม Carbon Print ตามส่วนต่างๆ ในแง่ความสะดวกมีกระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ, ระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย และกุญแจ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถยุคปี 2020 ต้องใส่มาตรวัดการขับขี่แบบ High Contrast พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่กับเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay/Android Auto ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียง SIRI และกล้องมองภาพด้านหลังเพื่อความปลอดภัยขณะถอยจอด

ความปลอดภัยถือว่าเด่นไม่ด้อยกว่าใคร เพราะมีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมช่วยชะลอความเร็ว, ระบบป้องกันการเหยียบคันเร่งโดยไม่ตั้งใจ, ไฟ Welcome Light และ Coming Home Light, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบควบคุมการทรงตัว ASC, ระบบเบรก ABS/EBD/BA, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA และระบบไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ ESS

เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบเรียง ขนาด 1.2 ลิตร MIVEC ให้กำลังสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบช่วยดับเครื่องยนต์ขณะติดไฟแดง Auto Stop & Go

มาในราคา 619,000-624,000 บาท

Toyota Yaris, Yaris Ativ High

Toyota Yaris, Yaris Ativ High

Toyota Yaris กับ Yaris Ativ รุ่น High ตัวเลือกมหาชนที่คนทั่วไปต้องนึกถึงหากอยากได้รถที่ทนทาน ขายต่อง่าย อะไหล่ถูก ได้ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์เพื่อสู้คู่แข่งที่นับวันยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น โดยรุ่นใหม่มีไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อม LED Light Guiding เปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-Me-Home, ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED, ไฟตัดหมอกหน้า และเพิ่มแถบโครเมียม ตกแต่งกระจังหน้ากับกันชนหน้า

ภายในมอบเบาะนั่งแบบสปอร์ตหุ้มหนังตกแต่งด้วยตะเข็บสีแดง,​ พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง, แผงคอนโซลตกแต่งด้วยสีดำ Piano Black ชุดมาตรวัดกับจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID แบบสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว และกุญแจ Smart Entry พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ Push Start

ตรงกลางมีหน้าจอสัมผัส 6.7 นิ้ว เชื่อมต่อ USB กับบลูทูธได้ครบถ้วน อีกทั้งกล้องมองภาพด้านหลัง, มาตรวัดเรืองแสง Optitron, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ, เบาะนั่งด้านหลังปรับพับแยก 60:40

ระบบความปลอดภัยให้มาเหมือนกันหมดทุกรุ่น อาทิ ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง, ระบบควบคุมการทรงตัว VSC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบเสริมแรงเบรก BA และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC

ขุมพลังหลักมีการอัปเกรดแรงม้าแรงบิด โดยยึดพื้นฐานเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FKE ใหม่ ให้กำลังสูงสุด 92 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที (เพิ่มขึ้นจากเดิม 6 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 109 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที (เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 นิวตัน-เมตร) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม S-Mode กับระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะติดไฟแดง Stop & Start System

มาในราคา 649,000 บาท

Nissan Almera VL

Nissan Almera VL

รุ่นสูงสุด VL กลายเป็น Eco Car รุ่นท็อปราคาดีที่จัดเต็มเรื่องออปชั่น เริ่มจากไฟหน้า LED พร้อม Signature Light, ไฟตัดหมอกคู่หน้า LED, กระจังหน้าทรง V-Motion, ไฟท้ายแบบ Signature Light พร้อมไฟเบรก LED, กระจกมองข้างปรับ-พับด้วยไฟฟ้า, ที่ปัดน้ำฝนแบบตั้งเวลาหน่วง และล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว

เข้าสู่ห้องโดยสารภายในเห็นได้ถึงสไตล์การตกแต่งดูมีระดับ แผงแดชบอร์ดมีการหุ้มหนังสีขาวสัมผัสนุ่ม, พวงมาลัยหุ้มหนังทรงท้ายตัด, เบาะผ้าสีทูโทนดำสลับขาว โดยฝั่งคนขับปรับสูงต่ำได้, เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ และมาตรวัดเรืองแสง Fine Vision Meter แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว พร้อมมาตรวัดแบบ Analogue

หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบ Nissan Connect รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay กับ Android Auto รวมถึงบลูทูล และช่องเสียบ USB จำนวน 2 ช่อง จากนั้นส่งเสียงเพลงไปยังลำโพง 6 ตำแหน่ง

Almera ใหม่ เด่นขึ้นมาทันทีในเรื่องความปลอดภัย เพราะมีระบบเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้า, ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ, ระบบเตือนจุดอับสายตา, ระบบเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย และกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง ที่ช่วยให้การถอยจอดหรือขับผ่านทางแคบๆ เป็นอะไรที่สะดวกและมั่นใจ

เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3 สูบ รหัส HRA0 ความจุ 1.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า ที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 152 นิวตัน-เมตร ที่ 2,400-4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Xtronic CVT พร้อม D-Step Logic และเติมน้ำมันได้สูงสุดถึง E20

ราคาอยู่ที่ 639,000 บาท

และนี่ก็เป็น Eco Car รุ่นที่น่าสนใจ ฉบับปี 2020 ราคาสบายกระเป๋า แถมฟังก์ชั่นการใช้งานที่เรียกว่าคุ้มค่าสุดๆ ของปีนี้เลยค่ะ

ใครที่ชอบทานหวาน แต่ไม่มีไอเดียว่าจะไปหากินร้านไหนดี ที่บรรยากาศดีๆ มีมุมถ่ายรูปน่ารักๆ เราได้ แนะนำ 6 ร้านขนมหวาน ไว้แล้ว รับรองว่าคุณจะได้พบกับร้านของหวานที่ มีของหวานน่าสนใจ รวมไปถึงบรรยากาศที่หวานไม่แพ้กันเลยล่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติม : บิ๊กไบค์ ที่เหมาะกับมือใหม่ในปี 2563